|
 |
       |
 |

เข้าใจภาษาอังกฤษภายใน 2 วัน
ที่มีวิธีการถ่ายทอดไม่เหมือนกับแนวทางที่ท่านเคยได้ศึกษามา โดยจะทำการเน้นหลักสำคัญภาษาอังกฤษ (Principle of English) ที่จะต้องทราบ โดยสามารถนำไปใช้ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสอบ การทำงาน
|
|

แนะนำเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อคนไทยได้เก่งอังกฤษเยอะๆๆ (ภาค 4 : การเขียน)
4. การเขียน (Writing)
คราวนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมานิดนึง (ทำใจนะครับ) เพราะเป็นการผสมผสานในทุกด้านที่กล่าวมา คือ รู้ศัพท์ ทราบไวยากรณ์ และเคยเห็นรูปแบบการเขียนมาจากสิ่งที่ได้เคยอ่านมา แล้วนำมาจรดปากกาหรือพิมพ์ลงไป ผมให้ข้อคิดสั้นๆ ง่ายๆ คือ ขอให้ท่านเขียนให้อยู่ในรูปนี้ให้ได้ นั่นคือ
ประธาน (Subject) + กริยา (Verb) + กรรม (Object)
สิ่งที่ต้องทราบก็คือ ประเภทของศัพท์ว่าเป็นคำนาม (Noun) คำสรรพนาม (Pronoun) คำกริยา (Verb) คำคุณศัพท์ (Adjective) คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) คำบุพบท (Preposition) คำสันธาน (Conjunction) ตลอดจนต้องทราบหน้าที่ของคำแต่ละประเภทและตำแหน่งการวางในประโยค เพื่อที่จะเขียนลงไปให้ถูกต้อง ที่สำคัญคืออาจจะไม่ต้องเขียนประโยคยาวๆ ก็ได้นะครับ โดยการเขียนที่ดีต้องมีความกะทัดรัด และได้ใจความ หากจะเชื่อมคำ ก็ต้องศึกษาว่าเชื่อมอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น and, or หรือ จะเชื่อมประโยค แบบใช้ wh เช่น who, where, when ซึ่งต้องแม่นในไวยากรณ์นั่นเอง (เห็นไม๋ครับ นี่คือความสำคัญของไวยากรณ์)
อาจารย์ภาษาอังกฤษเคยแนะนำการเขียนง่ายๆ โดยให้เขียนประวัติของเราเอง ซึ่งสามารถท่องไปใช้เพื่อไว้แนะนำตัวเราเวลาสมัครงาน หรือแนะนำตัวเราทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเข้าใจว่าเราเป็นใคร เคยเรียนอะไรมา ทำงานอะไร ชอบทำอะไร หรือบางครั้งลองเขียนไดอารี่ทุกวัน อันจะทำให้เราสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหลังที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นประจำวัน (ต้องอาศัยเรื่อง Tense นั่นเองในไวยากรณ์นั่นเอง) หรือบางครั้งอาจจะเขียนอะไรก็ได้ที่เราชอบ เช่นเรื่องราวทั่วไป ความรู้ ประสบการณ์ หรือ อาจจะเขียนเป็นนิยายเลยก็ได้นะครับ เผื่อบางทีนิยายของคุณอาจจะได้รับการอ่านไปทั่วโลก และติดตลาดทั่วโลก ซึ่งคุณอาจจะดังเหมือนกับคุณ J.K. Rowling ที่เขียน Harry Potter หรือ (แล้วอย่าลืมผมนะครับ) หรืออาจดูได้จากท่านปองพล อดิเรกสาร (Paul Adirex) ซึ่งได้เขียนนวนิยายภาษาอังกฤษเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงเช่นกัน ได้แก่เรื่อง The Pirates of Tarutao (โจรสลัดแห่งตะรุเตา) Until the Karma Ends (ตราบจนสิ้นกรรม) Mekong (แม่โขง) ลองไปอ่านดูได้นะครับเพราะท่านอดิเรกเขียนด้วยภาษาที่สละสลวย อ่านง่าย กลับมาเรื่องการเขียนเราต่อดีกว่านะครับ โดยในการเขียนแรกๆ อาจจะศึกษาลักษณะการเขียนบทความแล้วลองมาประยุกต์กับการเขียนของเราได้นะครับ
การเขียนที่สำคัญเราต้องมีความแม่นยำในไวยากรณ์ที่จะต้องนำมาใช้ในการเขียน ผมขอยกตัวอย่างเช่น เรื่อง Subject and Verb Agreement ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่คำกริยาต้องมีการผันตามประธาน หรือ เรื่อง Tense ซึ่งมีความสำคัญมากในการเขียนลำดับของเหตุการณ์ ผมขอเน้นเลยนะครับ Tense สำคัญจริงๆ โดยปกติแล้วภาษาอังกฤษจะใช้การผันกริยาเป็นสิ่งกำหนดลำดับเหตุการณ์
ซึ่งแตกต่างกับภาษาไทยตรงที่ภาษาไทยมิได้ผันกริยาใดๆ แต่อาศัยการขยายความ ผมขอยกตัวอย่างให้ศึกษาเปรียบเทียบ โดยเริ่มจากภาษาไทย
ฉันกินข้าว -> จะเห็นว่าเป็นการกล่าวโดยทั่วไป แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดเมื่อใด แต่อาจคาดการณ์ได้ว่าเกิดในปัจจุบัน ฉันกินข้าวเมื่อวาน -> จะเห็นว่ามีคำว่า "เมื่อวาน" มากำหนดเวลาที่เกิดขึ้น
ฉันจะกินข้าวพรุ่งนี้ -> จะเห็นว่ามีคำว่า "จะ" และ "พรุ่งนี้" มาช่วยกำหนดเวลาที่จะเกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่าคำกริยาของประโยคทั้งสาม คือ "กิน" ไม่ได้เปลี่ยนรูปแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นรูปปัจจุบัน (Present) ในประโยคแรก รูปอดีต (Past) ในประโยคที่สอง และรูปอนาคต (Future) ในประโยคที่สาม คราวนี้ลองมาศึกษาในภาษาอังกฤษบ้างนะครับ
I eat rice (today). -> รูปปัจจุบัน
I ate rice (yesterday). -> รูปอดีต
I will eat rice (tomorrow). -> รูปอนาคต
ในภาษาอังกฤษนั้น คำกริยาจะเปลี่ยนรูป จาก eat ในรูปปัจจุบัน กลายเป็น ate ในรูปอดีต และมีการเพิ่ม will ซึ่งเป็นคำกริยาช่วยเมื่อเป็นรูปอนาคต เพราะฉะนั้นหากจะดูว่าเหตุการณ์การทานข้าวนี้เกิดเมื่อใดก็ให้ดูที่ทำกริยาที่ผันตาม Tense ซึ่งอาจจะมีคำขยาย today หรือ yesterday หรือ tomorrow หรือไม่ก็ได้ แต่ถ้ามีก็จะทำให้ประโยคมีความสวยงามและกระจ่างชัดมากขึ้น คำขยายดังกล่าวคือคำกริยาวิเศษณ์หรือ Adverb of Time นั่นเอง
ผมขอเน้นเรื่อง Tense อีกนิดนะครับ ผมเคยคุยกับบางท่านในเรื่องภาษาพูดว่า (ขอออกนอกเรื่องนะครับ) "พูด พูด ไปเถอะ ฝรั่งเค้าพยายามเข้าใจเราเอง" เช่น เราพูดว่า
I eat rice today.
I eat rice yesterday.
I eat rice tomorrow.
ผมคาดว่าท่านเข้าใจแน่นอนว่ามีการทานข้าวในปัจจุบันในประโยคแรก ทานข้าวเมื่อวานในประโยคที่สอง และทานข้าวพรุ่งนี้ในประโยคสุดท้าย ที่เข้าใจก็เพราะว่าคำขยาย today, yesterday และ tomorrow เป็นตัวกำหนดอยู่ แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นการพูดแบบภาษาไทย ซึ่งไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์อังกฤษ ผมเลยอยากให้ท่านเห็นความสำคัญในการศึกษา Tense นะครับ
ลองคิดว่าหากท่านไปพูดประโยคทั้งสามให้เจ้านายท่านฟัง คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดดูนะครับ ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ควรจะศึกษาในไวยากรณ์ที่จะมาช่วยในการเขียนเราดีขึ้น นะครับ
กลับมาเรื่องเขียนอีกครั้งเมื่อเขียนได้คล่องระดับหนึ่งแล้ว ลองเขียนแบบ Advance เพื่อให้ภาษาเราดูสูงขึ้นมานิดนึงนะครับ ซึ่งอยู่ในเรื่องของ Compound Sentence และ Complex Sentence โดยผมจะลองเขียนอะไรสักนิดให้เป็นตัวอย่าง
Mr. Smith has the big house near Lumpini Park.
Mr. Smith drives his car to Central Plaza.
จริงแล้วเขียนแค่นี้ก็ได้ใจความแล้วว่านายสมิธมีบ้านหลังใหญ่อยู่ใกล้สวนลุมพินี และอีกประโยคคือนายสมิธขับรถไปเซ็นทรัลพลาซ่า แต่อาจจะธรรมดาไป ในภาษาเขียนไม่นิยมเขียนคำซ้ำ เช่น Mr. Smith ดังนั้นจึงมีการเชื่อมประโยค โดยผมจะเชื่อม ด้วย and ก่อนนะครับ
Mr. Smith has the big house near Lumpini Park and he drives his car to Central Plaza sometimes.
คำแปลก็ยังเหมือนเดิม แต่มีคำว่า he แทน Mr. Smith การเชื่อมแบบนี้ทำให้น้ำหนักของทั้งสองประโยคเท่ากันอยู่ในลักษณะ Compound Sentence คราวนี้ผมลองเชื่อมแบบใช้ who (แทนตัวบุคคล) ซึ่งทำให้น้ำหนักประโยคไม่เท่ากัน โดยประโยคแรกจะเป็นประโยคหลัก ประโยคต่อมาจะเป็นประโยครอง
Mr. Smith who drives his car to Central Plaza has the big house near Lumpini Park.
สามารถแปลได้ว่านายสมิธคนที่ขับรถไปเซ็นทรัลพลาซ่ามีบ้านใกล้สวนลุมพินี จะเห็นว่าน้ำหนักของประโยคที่สองเป็นแค่การขยายนายสมิธนั่นเองซึ่งเป็นการรวมประโยคแบบ Complex Sentence ต่อไปผมลอง modify ประโยคให้ดูเก๋ขึ้นอีกระดับนะครับ
Mr. Smith driving his car to Central Plaza sometimes has the big house near Lumpini Park.
ด้วยการละ who แล้วเปลี่ยนกริยาให้เป็น Verb ing ตามรูปแบบ Active Voice เท่านี้ก็เห็นว่ารูปแบบดูดีขึ้นมากนะครับ เพราะคนอ่านจะรู้ทันที่ว่าคุณเขียนแบบมีสไตล์มากขึ้น(ข้อสอบชอบออกนะครับ รูปนี้ เพราะจะทำให้เราสับสนว่าคำกริยาแท้คือคำไหนกันแน่ คำตอบ คือ has ครับ) ยังไม่จบครับ ผมจะลอง Modify อีกแบบหนึ่ง
Driving his car to Central Plaza sometimes, Mr. Smith has the big house near Lumpini Park.
โหดมากสำหรับผู้อ่านที่ไม่ทราบที่มาที่ไป
ผมเพียงแค่เอาประโยคที่เป็นส่วนขยายขึ้นมาไว้หน้าประโยคเลยเพื่อจะเน้นเรื่องการขับรถไปเซ็นทรัล แต่ว่าเมื่อพิจารณาแล้วจะงงเพราะใครเป็นประธานหละ อยู่ๆ ก็ขึ้นมาคำกริยาเติม ing เลย ซึ่งถ้าเราเข้าใจว่ามันเกิดจากการ Modify มาเป็นขั้นเป็นตอน เราก็จะไม่งงนั่นเอง ซึ่งการเขียนแบบนี้เราจะเห็นได้บ่อยในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือถ้าคุณเขียนได้ถึงขั้นนี้ รับรองคนอ่านที่เข้าใจจะรู้ว่าคนเขียนเจ๋งมาก กล้าเขียนแบบนี้ ลองเจ๋งดูนะครับ
สำหรับคนที่เขียนวิทยานิพนธ์ เอกสารวิจัย บทความทางวิชาการ ผมรู้ว่าตอนนี้พวกท่านกำลังใช้สมองอย่างหนักในการสร้างสรรค์วิชาการ ท่านต้องใช้ความรู้สองอย่างพร้อมๆ กัน คือ วิชาการที่ท่านกำลังจะเขียน และ รูปแบบภาษาอังกฤษ ผมเอาใจช่วยนะครับเพราะท่านกำลังเขียนภาษาอังกฤษให้ถูกรูปแบบและตามหลักไวยากรณ์ที่แท้จริง มิฉะนั้นแล้วผู้อ่านอาจจะเข้าใจในสิ่งที่คุณเขียนผิดไปครับ
หลักการเขียนหลักก็มีแค่นี้ครับ ก็อยากให้ทุกท่านที่ได้อ่านมีกำลังใจที่จะไปศึกษารูปแบบการเขียนเพื่อนำมาเขียนภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์นะครับ ผมรู้ว่ามันยากหากไม่ได้รักการฝึกฝนในการเขียน แต่ขอให้ลองดูนะครับ ลองพกสมุดเล็กๆ แล้วเขียนอะไรไปเล่นๆ แล้วพิจารณาความถูกต้อง ไม่นานท่านก็จะเก่งอย่างที่ท่านไม่รู้ตัวเลย
สู้ สู้ นะครับ
Dr. Nom
|
|
|
|
|
|
|

|
|
| Copyright © 2006
English2Days.com. All Rights Reserved. Design by Softinfinity.net |
|
|
เรียนภาษา, เรียนภาษาอังกฤษ, เรียนอังกฤษ, หลักภาษาอังกฤษ, พูดภาษาอังกฤษ, อ่านภาษาอังกฤษ,
คอร์สภาษาอังกฤษ, Study English, หลักสูตรภาษา, หลักสูตรภาษาอังกฤษ |